ความแตกต่างของนิยายกับวรรณกรรม

ใครที่เป็นหนอนหนังสือหรือรักการอ่านหนังสือเป็นชีวิตจิตใจเคยมีความสงสัยกันบ้างไหม ว่าหนังสือแต่ละประเภทที่เราอ่านแบบไหนถึงจะเรียกว่านิยาย นวนิยาย วรรณกรรม เพราะเมื่อดูๆไปมันก็คล้ายกันหมด ทั้งแนวเรื่อง ภาษาเขียน ดังนั้นเรามาลองหาคำจำกัดความของแต่ละประเภทกันดีกว่า เพื่อที่จะได้เพิ่มอรรถรสและเข้าใจงานเขียนแต่ละประเภทให้คุณได้ความบันเทิงจากการอ่านมากขึ้นอีกด้วยคะ ความหมายของนิยาย ถ้าจะกล่าวตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานปี พ.ศ.2525 ได้ให้คำนิยามของนิยายไว้ว่า เป็นการเล่าเรื่องต่อกันมา โดยที่เรื่องราวเหล่านั้นอาจจะไม่ใช่เรื่องที่มีความแน่นอนหรือหลักฐานข้อเท็จจริงทั้งหมด มีการแต่งเติมเสริมแต่งบางช่วงบางตอนให้มีความพิเศษหรือเหนือกว่าเรื่องจริง เป็นเรื่องที่ผู้เขียนจินตนาการขึ้น เช่น นางเหงือกที่มีเวทย์มนต์คาถาสามารถใช้ชีวิตเดินได้เหมือนมนุษย์ เป็นต้น ซึ่งบางครั้งก็ทำให้นิยายไปมีความคล้ายคลึงกับตำนาน ไม่ว่าจะเป็นตำนานที่เป็นเรื่องเล่า หรือตำนานพื้นบ้านจนผู้อ่านเองก็แยกแทบไม่ออกได้เหมือนกัน เพิ่มเติมในส่วนของนวนิยาย ที่บางท่านอาจจะเกิดความสับสนว่ามีความแตกต่างกับนิยายตรงไหน เพราะจะว่ากันไปแล้วนวนิยายบางเรื่องก็มีจินตนาการที่คาดไม่ถึงว่าจะพบเจอได้ในชีวิตจริง นวนิยายคือ งานเขียนที่ให้ความบันเทิงในรูปแบบของร้อยแก้วที่มีความยาวของเนื้อเรื่องพอสมควร บางเรื่องอาจจะมีความยาวมากกว่า 2 เล่มจบ โดยได้มีการกำหนดตัวละคร โครงเรื่อง ลำดับเหตุการณ์ภายในเรื่อง สถานที่ ทำให้เนื้อเรื่องมีความสนุกสมจริงส่งผลให้ผู้อ่านสามารถที่จะร่วมจินตนาการไปกับเนื้อเรื่องเสมือนอยู่ร่วมในเหตุการณ์

หนังสือวรรณกรรม

บทกวีจากทางพุทธทาสที่ยังใช้ได้ในยุค ไทยแลนด์ 4.0

แม้ว่าโลกของเราตอนนี้จะก้าวหน้าไปมากแค่ไหน หรือ ประเทศไทยเรากำลังเดินหน้าไปสู่ประเทศ 4.0 ตามที่หลายคนวาดฝันไว้ด้วยเทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ แต่น่าแปลกที่บทกวีจากท่านพุทธทาสภิกขุที่ท่านได้แต่งไว้นานแล้วก็ยังสามารถหยิบมาสอนใจ เตือนใจ จรรโลงใจได้ อยู่เหมือนเดิม มีบทกวีไหนบ้าง เรามาทบทวนกันเพื่อจรรโลงใจตัวเอง การมองคนอื่น บทกวีบทแรก ท่านแต่งไว้ว่า เขามีส่วน เลวบ้าง ช่างหัวเขา จงเลือกเอา ส่วนที่ดี เขามีอยู่ เป็นประโยชน์ โลกบ้าง ยังน่าดู ส่วนที่ชั่วอย่าไปรู้ของเขาเลย (ส่วนที่ต่อหาอ่านเอง) บทนี้ท่านต้องการแสดงธรรมเกี่ยวกับการอยู่ร่วมกันกับคนอื่นให้ฝึกตนเองหัดมองข้อดีของคนอื่นเป็นหลัก(แล้วจะจิตใจสบาย ไม่ทุกข์) พร้อมกับให้ยอมรับความจริงว่าคนเราทุกคนย่อมมีทั้งดีและไม่ดีปะปนกัน อย่าหัวร้อน เชื่อว่าคนเราเกิดมาทุกคนไม่เคยมีใครไม่ถูกตำหนิ แต่หลายคนถูกตำหนิติเตียนแล้วอาจจะเกิดอาการ “หัวร้อน” ได้ เพราะงั้นลองไปอ่านบทกวีของท่านที่ชื่อว่า ได้ดีเพราะถูกด่า ที่ท่านกล่าวไว้ใจความว่า หากเราโดนด่า แต่เรารู้ว่ามันไม่เป็นความจริงก็อย่าไปเกรงกลัว แล้วเดี๋ยวคำด่านั้นมันก็จะเงียบไปเอง พร้อมกับให้เปลี่ยความคิดว่า อ่านต่อ